NGaiDai.CoM : ง่ายดายดอทคอม แหล่งรวมสาระบันเทิง รูปสาวสวย สาวเซ็กซี่ สาวงาม ภาพสาวสวย มากมาย
มีนาคม 08, 2021, 01:37:43 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผู้หญิงวันนี้: ขาวใส เทรนด์ฮิตตลอดกาลของสาวเอเชีย  (อ่าน 1924 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
mildassassin
ปริญญาตรี
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1000


« เมื่อ: มีนาคม 05, 2010, 10:00:06 AM »

การมีใบหน้าที่ใสสะอาดและผิวกายขาวนวลเนียนกระจ่างใส ได้กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังฮิตของคนยุคนี้ โดยเฉพาะสาวๆเอเชีย ที่ต่างพากันพยายามแสวงหาครีมไวท์เทนนิ่งมาชโลมผิวกายและผิวหน้า หรือบางคนถึงกับต้องยอมเสียเงินเป็นเรือนหมื่นเรือนแสนเพื่อแลกกับการมีผิว พรรณที่ขาวใสหมดจด

นพ.สมนึก กล่ำทวี อาจารย์พิเศษภาควิชาผิวหนังและเลเซอร์ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ไขความกระจ่างถึงเหตุผลที่สาวเอเชียนิยมทำผิวให้ขาวว่า เพราะสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศในแถบเอเชียเป็นเขตเมืองร้อน ฉะนั้นจึงจะต้องมีเม็ดสีผิวเข้มกว่าคนทางประเทศยุโรปเพื่อที่จะได้ต่อสู้กับ รังสีอัลต้าไวโอเลต แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปหลายคนกลับรู้สึกว่าการมีผิวสีเข้มเป็นเรื่องที่ไม่ ค่อยพึงประสงค์ จึงพยายามค้นหาสิ่งที่จะมาช่วยทำให้ตัวเองขาวใสขึ้น

“สาวๆหลายคนคิดว่าการมีผิวเข้มจะทำให้ไม่สวย จึงพยายามค้นหาสิ่งที่จะทำให้ตัวเองขาวขึ้นมา เพราะพวกเขามีความเชื่อว่าถ้ามีผิวขาวแล้วจะทำให้สวยขึ้นมาได้”

สำหรับ โจทย์ความงามที่สาวๆบิวตี้นิสต้าต้องการแก้ไขนั้น นพ.สมนึก บอกว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 สาเหตุหลักด้วยกันคือ ต้องการลดริ้วรอย ลบจุดด่างดำ และทำให้ผิวหน้าและผิวกายเรียบเนียนขึ้น โดยจุดที่สาวต้องการให้ขาวใสมากที่สุดนั้นคือบริเวณผิวหน้า ใต้วงแขน รวมไปถึงผิวกาย ซึ่งเป็นอุปสงค์ที่สาวๆเมืองไทยปรารถนามากที่สุด

พญ.นันท ภัทร์ สุภาพรรณชาติ อาจารย์พิเศษสาขาวิชา ตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ด้านโรคผิวหนังมากว่า 25 ปี เล่าถึงการตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องไวท์เทนนิ่งในโลกใบนี้ว่า เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยของพระนางคลีโอพัตราก็ว่าได้ เพราะสมัยนั้นเริ่มมีการนำโยเกิร์ตมาพอกผิวเพื่อให้ผิวขาวใส แต่ก็มีการทำอยู่ในกลุ่มของคนมีฐานะเท่านั้นเพราะโยเกิร์ตมีราคาแพง

เมื่อ ค่านิยมของสาวยุคใหม่แห่กันไปใช้บริการทำหน้าขาวใส ทุกวันนี้จึงพยายามคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมความงามขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหา ผิวของผู้หญิงได้ดีขึ้นพญ.นันทภัทร์ให้ข้อแนะนำดังนี้

“AHA” ขาวใสด้วยกรดผลไม้

จาก ความรู้ที่ได้รับตกทอดจากยุคสมัยของพระนางคลีโอพัตรา จากนั้นในปี คศ.1975 ยูจี แวนสก๊อต ศาตราจารย์ทางด้านตจวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยฮานีแมน เป็นคนแรกที่ค้นพบ AHA หรือแอลฟาไฮดรอกซีแอซิด (Alpha Hydroxy Acid) ที่เรียกกันว่ากรดผลไม้ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร เช่น กรดเมลิกในแอปเปิ้ล กรดซิตริกในมะนาว กรดทาริกในองุ่น กรดแลกติกในนมเปรี้ยว และกรดไกลโคลิกในอ้อย เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการต่อต้านความร่วงโรยของผิวหนัง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดการเปลี่ยนสีผิว และจุดด่างดำจางหายไปทำให้สร้างผิวใหม่ที่ขาวใสกว่าเดิม และได้มีการนำมาใช้ในวงการแพทย์ผิวหนังเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

“ข้อดีของเอเอชเอ ก็คือถ้าเราให้ใช้ในปริมาณที่สูงก็จะให้ผลเร็ว แต่ถ้านำเอาไปใช้เองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือนำเอเอชเอมาลอกผิวบ่อยครั้งจนเกินไป ก็จะทำให้ผิวบาง มีฝ้ากระตามมาได้ เพราะเอเอชเอนั้นมีผลทำให้ผิวขาวใสเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ไม่สามารถช่วย ในเรื่องของการสร้างคอลลาเจน จึงไม่สามารป้องกันริ้วรอยที่จะตามมาได้” คุณหมออธิบาย

“เลเซอร์” กลยุทธ์พิชิตผิวใส

นวัตกรรม ความงามด้านไวเทนนิ่งตัวที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมๆ กับปัญหาของผิวที่เริ่มมีมากขึ้น เพราะเลเซอร์จัดเป็นเทคโนโลยีอันดับหนึ่งในการขจัดจุดด่างดำให้แก่ผิวหน้า สาวๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นจุดเล็กจุดน้อย หรือไฝเม็ดโต เลเซอร์ก็สามารถกำจัดได้อย่างเรียบเนียน แถมยังได้ผิวหน้าและผิวกายสวยใสเป็นของแถม แต่ที่สำคัญการทำเลเซอร์จะได้ผลดีหรือปลอดภัยแค่ไหนต้องขึ้นอยู่กับความ เชี่ยวชาญของแพทย์เป็นหลัก

“การทำเลเซอร์นั้นสาวๆทุกคนต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การทำเลเซอร์ช่วยได้เพียงแค่ลบจุดด่างดำ และทำให้สีผิวสม่ำเสมอเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยในการลดเลือนริ้วรอย การทำเลเซอร์ต้องใช้เวลาและทำหลายครั้ง ที่สำคัญการทำเลเซอร์นั้นเป็นการทำที่เราต้องเล่นกับเส้นเลือดในร่างกายและ คอลลาเจน ฉะนั้นต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการทำเลเซอร์ให้เท่านั้น และคนไข้ควรหาความรู้และคำนึงถึงประสิทธิภาพของเครื่องเลเซอร์เป็นหลักด้วย”

ขาวทันใจด้วย “กลูตาไธโอน”

ใน วงการแพทย์นั้นกลูตาไธโอน ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะมีการนำมาใช้ในการบรรเทาอาการป่วยของผู้ที่เป็นโรคพากินสัน โรคตับ และบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากโรคมะเร็ง และต่อมาในประเทศอเมริกาได้มีการนำกลูตาไธโอนไปฉีดในแง่ของการดีท็อกของเสีย เพราะในกลูตามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เมื่อฉีดแล้วทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศในแถบเอเชียที่เริ่มเห็นผลของกลูตาจึงนำมาฉีดใน ลักษณะให้ผิวขาวใสกันมากขึ้นจนลามมาถึงประเทศไทย

“ผลลัพธ์ที่ได้คือเมื่อฉีดแล้วผิวจะสว่างขาวทันที แต่สิ่งที่สาวๆควรพึงระวังคือ ควรเช็คประวัติของตัวเองก่อนว่าแพ้ยาอะไรมาก่อนหรือไม่ ถ้ามีประวัติการแพ้ยาไม่ควรฉีดกลูตาไธโอน เพราะการฉีดยาเข้าเส้นนั้นอาจมีการติดเชื้อ และช็อกสิ้นสติเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองแพ้ยาอะไรหรือไม่ก็ไม่ควรฉีดยาประเภทนี้เพราะอะไรที่ ให้ผลเร็วก็ใช่ว่าจะดีกับร่างกายเสมอไป” คุณหมออธิบาย

นอกจาก นี้ พญ.นันทภัทร์ ยังแนะนำทิ้งท้ายว่า แม้จะมีเทคโนโลยีมาตอบรับปัญหาผิวของสาวๆ มากเพียงใดก็ตาม แต่การเลือกแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ ควรหาข้อมูลและมีความรู้พอสมควร เพราะปัจจุบันสถานพยาบาลหลายแห่งทำเพื่อธุรกิจ เรียกว่าการแพทย์เชิงพาณิชย์มากเกินไป ซึ่งปัญหาบางอย่างสาวๆอาจคิดมากไปเอง...

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



Powered by SMF | SMF © 2006-2010, Simple Machines LLC
ชวนเล่นเกมกระดานคำศัพท์ Scrabble GO| Dream league soccer 2019 เทคนิค| Dream league soccer 2020 เทคนิค|รูปสาวสวย| กระเป๋าผ้าฝ้าย